ถมดิน งานถม หรือ งานดิน ถือเป็นงานก่อสร้างประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญ ถือเป็นงานแรกๆ ที่ผู้เป็นเจ้าของที่ดิน ผู้รับเหมา หรือ สำหรับผู้ต้องการสร้างบ้าน อาคาร หรือ โรงงาน จำเป็นต้องคำนึงถึง
การก่อสร้าง งานดินที่ดี นอกจากจะช่วยประหยัดค่าใช่จ่าย การเตรียมที่ดินให้พร้อมสำหรับการก่อสร้าง จะช่วยไม่ให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับตัวอาคารและสามารถช่วยป้องกันเหตุการณ์ต่างๆที่อาจเกิดขึ้นจากสิ่งแวดล้อม โดยในบทความนี้ เราได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ งานถมดิน และหวังอย่างยิ่งว่ามันจะเป็นประโยชน์ สำหรับทุกท่านที่สนใจ ^^
โดยการเตรียมที่ดินให้พร้อมต่อการมีบ้าน หรืออาคาร เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับพื้นที่ตัวอาคารมากที่สุด นอกจากนี้ยังสามารถช่วยป้องกันเหตุการณ์ต่างๆที่อาจเกิดขึ้นจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้อีกด้วย
1. ควรรู้ลักษณะที่ดิน ก่อนจะถมดิน
สำหรับสิ่งแรกที่ผู้รับเหมา หรือเจ้าของที่ดิน จำเป็นต้องรู้ก่อนที่จะตั้งสินใจซื้อดิน หรือเริ่มดำเนินการใดๆ กับที่ดินคือ การศึกษาดูพื้นที่ดินเดิม ว่ามีลักษณะอย่างไร
ลักษณะดินเดิมเป็นดินชนิดใด เช่น ดินทราย ดินลูกรัง หรือดินเหนียว เป็นต้น เนื่องจาก ดินที่มีความอ่อนตัวจะต้องถมแล้วอัดให้แน่นกว่าปกติ รวมไปสภาพดินเดิม มีผลต่อการทำทางสัจจร และการเตรียมพื้นที่สำหรับงานก่อสร้าง
เกร็ดความรู้ : เราสมารถสังเกตพื้นที่ที่ต้องการถมดินได้ จากการการสังเกตต้นไม้ที่ขึ้นบนดินแปลงนั้น หากมีต้นกก ต้นอ้อ หรือธูปฤๅษี แสดงว่าพื้นที่บริเวณนั้นมีความชื้นแฉะสูง ดินตรงนั้นจะมีความอ่อนตัว แต่ถ้าหากมีต้นกระถิน หรือมะขามเทศ แสดงว่าดินบริเวณนั้นมีความแห้ง
ภาพ : ป่าต้นกก ต้นอ้อ หรือ ธูปฤๅษี
ต้นกก นิยมขึ้นในพื้นที่ชุ่มน้ำ
พื้นที่ชุ่มน้ำ หมายถึง ลักษณะทางภูมิประเทศที่มีรูปแบบเป็น พื้นที่ลุ่ม พื้นที่ราบลุ่ม พื้นที่ลุ่มชิ้นแฉะ พื้นที่ฉ่ำน้ำ มีน้่าท่วม มีน้ำขัง พื้นที่พรุ พื้นที่แหล่งน้ำ ทั้งที่มีน้่าขังหรือท่วมอยู่ถาวรและชั่วครั้งชั่วคราว
2. ควรรู้ระดับความสูงของพื้นที่
เบื้องต้นผู้รับเหมาควรตรวจสอบลักษณะของพื้นที่ดังกล่าวก่อน เพื่อให้รู้ว่าจะต้องมีการถมดินสูงแค่ไหน ควรสอบถามผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น ว่า มีปัญหาเรื่องน้ำท่วมหรือไม่ ใช้เวลาระบายน้ำนานแค่ไหน
เพราะว่าปัญหาดังกล่าวจะส่งผลให้ดินเกิดการอ่อนตัวง่าย จะต้องถมแล้วอัดให้แน่นกว่าปกติ ใช้เวลานานขึ้น ที่จะถมดิน เรื่องระดับความสูงของพื้นที่ที่ต้องการนั้น ต้องประเมินสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
- พื้นที่ปกติน้ำท่วมหรือไม่ และท่วมถึงระดับไหน ระดับน้ำที่เคยท่วม หรือ ประวัติน้ำท่วมของพื้นที่นั้นๆ หรือ ระดับน้ำในท่อระบายน้ำสาธารณะ โดยสามารถเช็ดได้กับหน่วยงานราชการ
- พื้นถนนเทียบกับพื้นที่ของตนเอง และเทียบความสูงของที่บ้านหลังอื่น รวมไปถึงที่ดินที่เป็นแปลงเปล่า เมื่อดูระดับพื้นดินโดยรอบแล้ว โดยนิยมถมสูงกว่าถนนหน้าบ้าน ประมาณ 50 – 80 ซม. แต่ไม่เกิน 80 – 100 ซม.
เกร็ดความรู้ : ความสูงของการถมดินโดยทั่วไปแล้ว จะถมสูงกว่าถนน 50-80 ซ.ม.แต่สำหรับบางพื้นที่หากประเมินแล้วว่าต้องเผื่อการยุบตัวไว้ ก็อาจถมดินให้สูงกว่า 1 เมตร เราไม่ควรถมที่สูงเกินไปเพราะอาจทำให้เกิดแรงดันจากรั้ว ความลาดชันที่มากเกินไป และ ปัญหาน้ำท่วมเข้าบ้านเพื่อนบ้านใกล้เคียง รวมไปถึงมีค่าใช้จ่ายสูง
3. ควรทิ้งพื้นที่หลังถมดินไว้นานแค่ไหน
สำหรับที่ดินที่ถมดินเรียบร้อยแล้ว ไม่ควรดำเนินการสร้างบ้านทันที การทิ้งระยะเวลาให้ผ่านไประยะหนึ่ง เพื่อให้หน้าดินมีการเซตตัวและไม่เกิดการทรุดตัวมากในระยะยาวการถมดินยิ่งสูงจากระดับเดิมมากเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสทรุดตัวได้มากเท่านั้น
ดังนั้นจึงควรถมทิ้งไว้ก่อนสร้างบ้าน 6 – 12 เดือน หรือหากมีเวลาน้อยอาจใช้ใช้รถบดอัดดินช่วยร่นเวลา หรือจะทั้งทิ้งระยะเวลา และบดอัดไปด้วยก็ยิ่งได้ผลดี
เกร็ดความรู้ : การถมดิน หากต้องการปล่อยให้ดินเซตตัว ควรดำเนินการในช่วงหน้าฝน เพราะน้ำฝนที่ไหลแทรกระหว่างเนื้อดินจะเป็นตัวช่วยให้ดินยุบตัวและแน่นขึ้น
– แต่หาก ต้องการถมดินเพื่อใช้งานทันที ไม่ควรถมดินในหน้าฝน เพราะจะทำให้ดินไหลออกมา ทำให้เกิดการสูญเสีย ควรจะถมดินในช่วงหน้าแล้ง เพราะทำให้สะดวกในการทำงาน การถมดินมีคุณภาพ
ชนิดของดินที่ควรถมที่ คือดินอะไร
การถมดิน การเลือกดินสำหรับงานถมนั้นถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก และการเลือกตัดสินใจเลือกดินที่เหมาะกับงานถม นอกจากจะช่วยในการประหยัดค่าใช้จ่าย ยังสามารถทำให้คุณภาพของดินที่ได้มีความเหมาะสมกับงานอีกด้วยดังนั้นก่อนที่จะเริ่มพิจารณาเรื่องขั้นตอนการถมดิน เรามาทำความรู้จักดินแต่ละชนิดที่ใช้ในงานถมกันก่อน โดยเราจะแบ่งเป็นดินชนิดหลักๆ 5 ชนิด ดังนี้
ดินร่วน ( หน้าดิน )
- ดินร่วน (หน้าดิน) จะเป็นดินที่ร่วนพรุน เนื้อดินมีความละเอียดนุ่ม เมื่อแห้งจะมีการแข็งตัวพอประมาณ เป็นดินที่สามารถระบายน้ำได้เป็นอย่างดี ดินมีลักษณะสีดำคล้ำ ส่วนมากใช้ถมที่ ทำสวน แต่จะมี ราคาแพงกว่าดินประเภทอื่น

ข้อดี :
– เหมาะกับการปลูกพืช
ข้อเสีย :
– ราคาสูง
ดินดาน ( ดินซีแลค )
- ดินดาน (ดินซีแลค) เป็นดินที่ใช้สำหรับถมที่ เพราะเป็นดินแห้ง บดอัดได้ดี จะมีสีออกสีเหลือง เนื่องจากอินทรีย์น้อย มีส่วนผสมของแร่ และหินมาก มี ราคาถูก สามารถบดอัดได้ดีเป็นดินที่ใช้ถมสร้างบ้านได้ ดินประเภทนี้สามารถ บดอัดได้ดี การทรุดตัวน้อย แต่ ปลูกต้นไม้ได้ไม่ดี การอมความชื้นน้อย จะมีลักษณะ นอกจากนี้ ดินประเภทนี้เหมาะสมสำหรับใช้ในการสร้างโรงงาน โกดัง เสริมฐานรากถนน หรือ สิ่งปลูกสร้างที่ ต้องการรับน้ำหนักเยอะๆ

ข้อดี :
– บดอัดได้ดี การทรุดตัวน้อย
ข้อเสีย :
– ไม่เหมาะกับการปลูกพืช ราคาสูง ในบางพื้นที่
ดินลูกรัง ( Lateral soil )
- ดินลูกรัง สามารถ บดอัดแน่นได้ดี มีสีน้ำตาลแดง เวลาแห้งจะมีความแข็งมาก จึงเหมาะกับการถมที่ทำพื้นถนน เป็นหลัก และงานอื่นๆ เช่น งานถมบ่อ งานถมที่สร้างบ้าน
ดินลูกรัง คือ ดินที่พบในชั้นลูกรังชั้นกรวด ชั้นของเศษหิน หรือชั้นหินพื้นในระดับที่ตื้นกว่า 50 เซ็นติเมตรจากผิวดิน สำหรับเนื้อดินบนนั้นเป็นดินทรายปนดินร่วน ถึงร่วนปนทราย อาจพบกรวด หินมนเล็กหรือเศษหินปะปน

ข้อดี :
– บดอัดได้ดี มีความแข็งสูง
ข้อเสีย :
– ไม่เหมาะกับการปลูกพืช ราคาสูง ในบางพื้นที่
ดินทราย ( sandy soil )
- ดินทราย มีทรายเป็นส่วนประกอบประมาณ 70% ไม่อุ้มน้ำ เมื่อนำมาถมจำเป็นต้องบดอัดอย่างดีเนื่องจากเกิดการกัดกร่อนได้ง่าย และต้องมีการป้องกันดินไหล เพื่อไม่ให้ดินทรุดตัว เหมาะสำหรับถมดินในโครงการจัดสรร ต่าง ๆ เนื่องจากมีราคาถูก

ข้อดี :
– มีราคาต่ำ สามารถใช้งานได้หลากหลาย
ข้อเสีย :
– เกิดการกัดกร่อนได้ง่าย
ดินเหนียว ( clay )
- ดินเหนียว เนื้อละเอียด อุ้มน้ำ ปลูกต้นไม้ได้บางชนิด ราคาไม่แพง ดินชนิดนี้เป็นที่นิยมในการใช้ถมที่ ในบริเวณกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลแม้ว่าดินเหนียว บดอัดได้ไม่ดี เมื่อเทียบกับวัสดุอื่น แต่ดีเพียงพอสำหรับการสร้างบ้าน เนื่องจาก โครงสร้างบ้าน เกือบทั้งหมด ทิ้งตัวลงบนเสาเข็ม
- สำหรับพื้นที่บ้างส่วนที่ต้องการการบดอัดแน่น เช่น ถนนทางเข้า ลานจอดรถ ลานเทปูน เป็นต้น จำเป็นต้องเพิ่มวัสดุอื่น เช่น ทราย ดินลูกรัง หินคลุก ให้มีความหนามากพอ เพื่อบดอัดแน่น ก่อนการเทปูน

ข้อดี :
– มีราคาต่ำ สามารถใช้งานได้หลากหลาย เหมาะแก่ถมที่ใน กรุงเทพฯ และ ปริมณฑล
ข้อเสีย :
– ดินดำบดอัดได้ไม่ดี เมื่อเทียบกับวัสดุอื่น
ดินถมทั่วไป
- ดินถมทั่วไป เป็นประเภทดินที่นิยมนำมาถมสร้างบ้าน เนื่องจากมีราคาค่อนข้างถูก มีทั้งแบบดินชั้นสอง หรือชั้นสาม ลักษณะเป็นดินเนื้อแน่น มีสีจาง แต่ไม่เหมาะนำมาปลูกต้นไม้ เนื่องจากมีความอุดมสมบูรณ์น้อย
- โดยดินถม ลักษณะ เป็นดินเหนียวที่มีเนี้อละเอียด เนื้อดินแน่น มีลักษณะสีจาง ในสภาพดินแห้ง จะแตกออกเป็นก้อน มีความแข็งมาก แต่จะมีความยืดหยุ่นเมื่อเปียกน้ำ ซึ่งส่วนใหญ่บริเวณใกล้พื้นที่ กรุงเทพ จะมี ดินดำ หรือ ดินถม ซึ่งนิยมใช้ถมสำหรับการสร้างบ้าน เมื่อระยะทางขนส่งใกล้

ข้อดี :
– มีราคาต่ำ เหมาะแก่การถมที่สร้างบ้านพักอาศัย
ข้อเสีย :
– บดอัดได้ไม่ดี เมื่อเทียบกับวัสดุอื่น
ขั้นตอนการถมดิน
การถมดิน การถมดินในหน้าฝนนั้นเป็นงานอย่างหนึ่งที่ฝนพอจะมีประโยชน์ในงานการก่อสร้าง หรือจะให้ดียิ่งไปกว่านั้น ก็ควรจะเป็นช่วงก่อน หน้าฝนซักหน่อย ฝนที่ตกลงมาจะช่วยทำให้ดินที่ถมลงไปนั้นอัดแน่นขึ้น ในส่วนของการถมดินเองแบ่งได้เป็น 2 ประเภท
- การถมแบบอัด คือการถมดินไปทีละชั้น มีความหนาชั้นละประมาณ 20 – 50 ซม. ขึ้นอยู่กับลักษณะดิน และการกำหนด ของผู้ออกแบบ แล้วก็บดอัดให้แน่นทีละชั้น หมดไปชั้นหนึ่งค่อยถมดินต่อ แล้วก็บดอัดอีก ทำแบบนี้จนกว่า จะได้ระดับตามที่เรา ต้องการ การถมแบบนี้จะได้ดินที่อัดแน่นดี มีการทรุดตัวน้อย
- การถมแบบไม่อัด คือถมให้เต็มไปหมดทั้งพื้นที่ในคราวเดียว แล้วก็ค่อยบดอัดเฉพาะด้านหน้าผิวดิน การถมลักษณะนี้ ใช้ในการ ถมดิน ที่ไม่ต้องการ ความสูงมากนัก เพราะถ้าเป็นการถมค่อนข้างลึกเกินกว่า 1 เมตร การถมแบบไม่อัดนี้ มักจะมีปัญหา การทรุดตัว เป็นหลุมเป็นบ่อ ให้เห็นทีหลังได้
4 ขั้นตอนสำคัญ สำหรับงานถมดิน
ขั้นตอนที่ 1 : เคลียร์ริ่งพื้นที่
- เคลียร์พื้นที่ โดยจุดประสงค์สำคัญของการเคลียร์พื้นที่ คือ ทำให้เราสามารถรู้ขนาดของพื้นที่ ทำให้การสัจจรสะดวก และหน้างานมีความพร้อมต่อการทำงาน โดยสิ่งที่จำเป็นต้องลำดับต้นๆ คือ ตัดต้นไม้ กำจัดพืช ย้ายเศษหิน ปรับพื้นที่คราวๆ ซึ่งในส่วนนี้เรามักจะเรียกว่า งานเคลียร์ริ่ง
- โดยสำหรับ งานเคลียร์ริ่ง เครื่องจักรที่มักจะนิยมใช้กัน ได้แก่ รถแบคโฮ รถไถ และ รถแทรคเตอร์ เป็นต้น นอกจากนี้ สำหรับ เศษไม้ เศษวัสดุ หลังจากงานเครียร์ริ่ง มักจะมีการใช้บริการ รถบรรทุก เช่น รถ 6 ล้อ หรือ รถ 10 ล้อ สำหรับขนย้ายเศษวัสดุ ไปที่ดินอื่น หาที่สำหรับทิ้ง หรือ ขาย เป็นต้น
งานวัดระดับ
- หลังจากเคลียร์ริ่งพื้นที่ การปรับพื้นที่ให้มีความเสมอกัน จะต้องทำการวัดระดับความสูงของจุดต่าง ๆ บริเวณพื้นที่ที่จะทำการเคลียร์ริ่งก่อน โดยใช้ “กล้องวัดระดับ” ซึ่งจะต้องดำเนินการโดยผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือที่เรียกว่า “ช่างสำรวจ”
- ถมดิน เริ่มจากการตรวจสอบ ดูคุณภาพของดินที่จะนำมาถม ว่าห้ามมีสิ่งแปลกปลอม นำดินจากพื้นที่อื่นเข้ามาถมในพื้นที่ๆ จะก่อสร้าง
- โดยในการถมที่นั้น ที่ถูกต้องจะต้องนำดินมาเทลงเป็นกอง แล้วใช้รถแทรกเตอร์เข้ามาไถเกลี่ยให้เสมอไปเป็นชั้นๆ จะต้องมีความหนาอยู่ในระหว่าง 15 -10 เซนติเมตร จึงต้องทำหลายครั้งเพื่อความเรียบเสมอและความแน่นของชั้นดิน และต้องมีการ สำรวจส่องกล้องโดยช่างสำรวจ และมีการปักหมุดทำเครื่องหมาย เพื่อวัดระดับของดินที่ถม
- เครื่องจักรที่ใช้สำหรับงานถม หลักๆ จะประกอบด้วย รถ 10 ล้อดั้ม และ รถแทรคเตอร์
งานถมดิน
- เมื่อวัดระดับพื้นที่แล้ว ก็จะเห็นจุดที่มีระดับต่ำกว่า หรือสูงกว่าระดับที่ต้องการ จากนั้นจะต้องเช่ารถบรรทุกสิบล้อเทท้ายสำหรับขนดิน
- ซึ่งจะต้องขนดินเทดินให้กระจายไปยังจุดที่มีระดับต่ำกว่าในพื้นที่ เพื่อเตรียมให้รถเกรดเดอร์เกลี่ยหน้าดินในพื้นที่ต่าง ๆ
ขั้นตอนที่ 3 : ปาดผิวหน้าดิน
- ปาดผิวหน้าดิน โดยใช้รถเกรดเดอร์ ปรับหน้าดินให้มีความเสมอกัน และได้ระดับที่เหมาะสม
- เพื่อให้เกิดความแม่นยำ จำเป็นต้องมีการใช้กล้องวัดระดับ ตรงจุดต่างๆ ของพื้นที่ก่อนปรับหน้า เพื่อทำให้ทราบความสูงต่ำของพื้นที่ในจุดที่เราต้องการนำมาใช้ ในบางกรณีอาจจะต้องมีการการคำนวณปริมาตรดินเพิ่มเติม หากดินขาด (ไม่ได้ระดับที่ต้องการ) หรือสามารถจะให้ขุดดิน เกลี่ยดิน จากในพื้นที่ที่สูงมายังพื้นที่ที่ต่ำกว่า
- ตรวจสอบความแน่นของดิน โดยควรใช้ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบขั้นตอนนี้
- หลังจากที่เราทำการใช้กล้องวัดระดับในการวัดความเท่ากันของพื้นที่ ทำให้ทราบถึงระดับความแตกต่างของพื้นที่ และทำการปรับให้มีความเสมอกันแล้ว
- แต่สำหรับงานที่ต้องการมาตรฐานพิเศษ เช่น โรงงาน ถนน หรือ สนามบิน ในการก่อสร้างยังมีการจ้างวิศวกรเพิ่มเติม เพื่อวัดความอัดแน่นของดินอีกด้วย เพราะหากไม่เป็นไปตามสเปกงานที่ต้องการ อาจจะต้องมีการถมดินเกรดพื้นที่เพื่อบดอัดอีกครั้ง
การคำนวณดินถม และ ต้นทุน
โดยปกติราคาทั่วไป หรือราคากลางสำหรับการถมดิน ปรับหน้าดิน จะเป็นราคาที่ไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างประกอบ การคิดค่าถมดิน จะมี การวัดจากพื้นที่ ว่าจะมีการใช้ดินเท่าไหร่ เป็นดินประเภทไหน ส่วนการคิดค่าใช้จ่ายการถมดิน บางรายคิดเป็นคันรถโดยประเมินจากขนาดของพื้นที่ บางรายคิดเป็นคิว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นราคาที่รวมเรื่องการอัดบดดินไปแล้ว
วิธีการคำนวณดิน
1. วัดพื้นที่ที่ต้องการถมดิน หลังจากปรับหน้าดิน ว่ามีขนาดกี่ตารางเมตร ซึ่งโดยปกติแล้วเราจะรู้ขนาดพื้นที่เป็นตารางวา เราสามารถคำนวนได้โดยใช้สูตรคำนวน เปลี่ยนตารางวา เป็น ตารางเมตรได้ดังนี้
-
- สูตรคำนวณ :
1 ตารางวา เท่ากับ 4 ตารางเมตร
เช่น ที่ดิน 100 ตารางวา คูณ 4 เท่ากับ 400 ตารางเมตร
- สูตรคำนวณ :
2. คำนวณความสูงของดินที่จะถม เผื่อการบดอัด :
-
- หาก ต้องการถมสูง 1 เมตร บนพื้นที่ 400 ตารางเมตร
ก็จะเป็น 1 x 400 = 400 คิว - เผื่อดินสำหรับบดอัด : เผื่อการบดอัดดินเข้าไปอีกประมาณ 20% ถึง 30 % จะอยู่ที่ประมาณ 80 คิว
- ดังนั้น คำนวนส่วนเผื่อการบดอัด 400 x 20% = 80 คิว
- หาก ต้องการถมสูง 1 เมตร บนพื้นที่ 400 ตารางเมตร
หลังจากที่เรารู้ข้อมูลคราวๆ เกี่ยวกับปริมาณดินที่ต้องการใช้ถม จากการคำนวณข้างต้น หากต้องการคิดเป็นคันรถ ก็ต้องเทียบดูว่ารถหนึ่งคันจะสามารถขนได้กี่คิว ขึ้นอยู่กับขนาดรถที่มี แล้วลองเปรียบเทียบกันดู
ก่อนการคำนวณต้นทุน เราจำเป็นต้องรู้ข้อมูลคราวๆ เกี่ยวกับ ราคาของดินถมในพื้นที่ ว่าราคาดินถม 1 คิว เป็นเท่าไหร่ โดยจากกการศึกษาราคาดินโดยทั่วไป (ราคาอาจแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่)
-
- ราคาเฉลี่ยของค่าถมดิน 1 คิว จะประมาณอยู่ที่ 280 บาท
จากกรณีที่ยกตัวอย่างข้างต้น พื้นที่หน้างาน 100 ตารางวา ต้องการถมดินด้วยความสูง 1 เมตร เมื่อรวมปริมาณดินที่ใช้ พร้อมเผื่อค่าบดอัด
-
- จะใช้ดินอยู่ที่ 480 คิว ณ ราคา 280 บาทต่อคิว ( 480 x 280 = 134,400 บาท) ต้นทุนค่าถมดินจะประมาณ 120,000 – 140,000 บาท



